User Loged In
2%

ผู้พิชิตมหาสมุทร

เจมส์ พอตเตอร์

Our Friend






Oceanica Online Story Line
       นานมาแล้ว...ในยุคสมัยที่มนุษย์ และทวยเทพอยู่ร่วมกัน ผูกพันกันเป็นหนึ่งเดียว เทพจำแลงกายเป็นมนุษย์เดินดิน ลงมาพบปะพูดคุยกับปุถุชน ผู้คนยังคงติดต่อและนับถือเหล่าเทพด้วยศรัทธา ทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์เพียบพร้อมไปด้วยเหล่าสรรพสัตว์ ต่างเวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักรของโลก ตำนานกล่าวไว้ไม่ว่าจะเป็นเหล่ามวลมนุษย์ หรือเดรัจฉานต่างต้องเกิดแก่เจ็บตาย เป็นเช่นนี้ไปตามการเปลี่ยนแปลงของผลมหาพฤกษาเอลเด ที่ตั้งอยู่ใจกลางสระจักรวาล ณ สวนสวรรค์เมเนล ยามใดที่ดอกสีชมพูอ่อนของมหาพฤกษาเริ่มตูมพร้อมที่จะเบ่งบาน ยามนั้นจะมีผู้คนกำลังเติบใหญ่เป็นหนุ่มสาว แลยามดอกผลิบาน นั่นคือช่วงวัยผู้ใหญ่ที่ต้องรับภาระหน้าที่เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เมื่อกลีบดอกร่วงโรยเหลือไว้เพียงผลอ่อนติดตรงก้าน นั่นคือยามชราจะมาเยือน และจะจากไปเมื่อผลสุกงอม จนกระทั่งผลนั้นตกลงสู่สระจักรวาลชีวิตใหม่ก็จะบังเกิดขึ้นอีกครั้ง ณ สวนสวรรค์แห่งนี้จะมีเทพบุตรดูแลความเรียบร้อยอยู่หลายองค์ ซึ่งจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป โดยมีเทพบุตรที่เป็นผู้ดูแลมหาพฤกษาเอลเดเป็นหัวหน้าอีกชั้นหนึ่ง เทพองค์นี้นามว่า เวนยา

       เทพเวนยาเป็นเทพบุตรที่มีรูปร่างสง่างาม ใบหน้าผุดผ่องหล่อเหลา ศีรษะสวมมงกุฎที่ทำมาจากเถาและใบของมหาพฤกษา เวนยามีหน้าที่ดูแลมหาพฤกษา ป้องกันมิให้เหล่าปักษาเอเซลมาจิกกินและทำลายผลของมหาพฤกษาที่จะร่วงลงเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตบนโลก แต่ทว่าปักษาเอเซลนั้นมีจำนวนมากมาย เวนยาจึงไม่สามารถป้องกันได้หมดทุกผลจนทำให้ผลของมหาพฤกษาให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตน้อยเกินไป ดังนั้นเวนยาจึงได้ขอประทานอนุญาตจากมหาเทพทาอาร์เพื่อจะใช้พลังเปลี่ยนแปลงการเกิดของผลมหาพฤกษา โดยเวนยาได้กำหนดให้ผลใดที่ถูกปักษาเอเซลจิกกินไปเล็กน้อยก็จะตกลงสู่สระจักรวาลตามปกติ แต่จะเกิดกลายเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ หรือพิการ ผลใดถูกจิกกินมากก็จะกลายไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ผลใดถูกจิกกินจนหมด เศษเปลือกที่ร่วงลงสู่สระจักรวาลจะบังเกิดเป็นผืนป่า ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิดความสมดุลแก่โลกเบื้องล่างเป็นอันมาก อยู่มาวันหนึ่งเวนยาได้ลงมายังโลกมนุษย์โดยจำแลงกายเป็นชายหนุ่มรูปงาม ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ จนเมื่อเวนยาได้มาถึงยังอาณาเขตเมืองเบริออน ณ เมืองนี้เวนยาได้พบกับสตรีผู้หนึ่งนามว่าวาเนสเซ่ ซึ่งได้ชื่อว่างดงามที่สุดในเมือง เวนยาจึงได้เข้าไปเกี้ยวพาราสีจนได้เสียกัน เวนยาหลงรักนางมากจึงชวนนางขึ้นไปยังสวนสวรรค์ ซึ่งวาเนสเซ่ก็ตอบตกลงเพราะนางใฝ่ฝันที่จะได้เห็นสวรรค์จริงๆ กาลเวลาผ่านไปหลายปี วาเนสเซ่เริ่มรู้สึกว่านางมิอาจทนความเหงาบนสวงสวรรค์ได้ เวนยาเองก็หาได้มีเวลาให้แก่นางอย่างที่ควรจะเป็นไม่ เนื่องด้วยภารกิจที่เทพมิอาจละทิ้งหน้าที่ได้เป็นเวลานาน วาเนสเซ่จึงลอบลงมาจากสวรรค์ ซี่งในขณะที่นางลอบลงมานั้นกษัตริย์หนุ่มรูปงามแห่งเบริออนนามเอเรียทกำลังเสด็จกลับมาจากต่างเมือง ทั้งสองได้พบกันในคืนหนึ่งระหว่างทางกลับเบริออน วาเนสเซ่ที่กำลังเหงาเศร้า และโหยหารักอบอุ่นจึงตกลงปลงใจเป็นของกษัตริย์หนุ่มโดยไม่คิดคำนึงถึงความถูกต้องอันใดอีก

       ล่วงเข้าวันที่ 3 หลังจากที่วาเนสเซ่ลอบลงมาจากสวนสวรรค์ เวนยาถึงทราบข่าวการหายตัวไปของภรรยา ร้อนใจถึงขนาดสั่งให้ภูตที่อยู่ในบัญชาลงไปยังโลกมนุษย์เพื่อสืบข่าว ส่วนตนเองก็รีบมุ่งหน้าไปยังเบริออนทันที แต่ในเวลานั้นเบริออนกำลังจัดงานอภิเษกสมรสระหว่าง เอเรียท และ วาเนสเซ่ ทำให้เวนยาบังเกิดโทสะเข้าทำลายพิธีสมรสนั้น พร้อมกับจะชิงตัววาเนสเซ่คืน แต่ทว่ากษัตริย์หนุ่มกลับขัดขวางไว้ โดยอาศัยพรจากเทพพิทักษ์เมืองออทต้าทำให้เอเรียทมีพละกำลังเทียบเทียมเทพ เวนยาเห็นว่าตนลงมาอยู่ในเมืองมนุษย์ซึ่งล่วงล้ำอาณาเขตของเทพองค์อื่นมิอาจต่อกรได้ด้วยตัวเพียงคนเดียวจึงล่าถอยกลับไปยังสวนสวรรค์ เมื่อกลับมาถึงเวนยาก็คิดหาทางจะถล่มเบริออนให้ราบ ด้วยความโกรธแค้นเวนยาจึงเก็บเอาผลมหาพฤกษามาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ร่ายคำสาปใส่ผลเหล่านั้นและโยนให้เป็นอาหารแก่ฝูงปักษาเอเซล เมื่อฝูงปักษาเอเซลจิกกินผลที่ต้องคำสาปก็กลายร่างเป็นอสูรเอเซล วิหคทมิฬ มีกายและปีกสีดำ ดวงตาสีแดงราวทับทิม ดุร้ายน่ากลัว จากนั้นเวนยาจึงนำเอาผลต้องคำสาปที่เหลือไปโยนลงในสระสวรรค์ ก่อให้เกิดอสูรกายใต้น้ำตัวมหึมา ว่ายวนเวียนอยู่ในทะเล เมื่อได้กองทัพต้องสาปครบแล้วเวนยาจึงลงมาจากสวรรค์อีกครั้ง พร้อมทั้งโจมตีเบริออนด้วยกองทัพทมิฬ ถึงแม้ว่าเบริออนจะได้รับพรจากเทพออทต้า แต่ก็มิอาจต้านทานฝูงวิหคทมิฬเอเซลนับร้อยได้ เอเรียทเองก็ออกรบด้วยสามารถ แลสังหารกองทัพเอเซลได้เป็นจำนวนมาก แต่กองทัพที่ช่ำชองการศึกที่ได้รับพรจากเขาไม่สามารถทานอำนาจมืดแห่งเทพได้ รวมไปถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในนครต่างล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง ทัพทางเรือที่เอเรียทเรียกมาก็ถูกอสูรใต้น้ำโจมตี และไม่มีผู้ที่รอดชีวิตกลับมาถึงฝั่งแม้แต่คนเดียว ไฟสงครามสร้างความเสียหายให้แก่เบริออนและชาวเมืองที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง วิหคทมิฬบางตัวที่หลุดจากการควบคุมก็ตรงเข้าทำลายบ้านเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง ความเดือดร้อนแผ่กระจายออกไปเป็นพื้นที่กว้าง สงครามในครั้งนั้นคล้ายจะจบลงด้วยชัยชนะของเวนยา ที่อาศัยพลังของตนเข้าทำลายล้างเบริออน หากแต่เบริออนก็มีเทพผู้หนึ่งที่พวกเขาบูชา ออทต้า เทพแห่งสงคราม ผู้ดูแลวิหาร เอนฟู ในสรวงสวรรค์ ชาวเบริออนต่างวิงวอนขอร้องต่อออทต้า ให้ลงมาช่วยยับยั้งสงครามครั้งนี้ หากแทนที่ออทต้าจะใช้ความถูกต้องและเหตุผลเข้าไกล่เกลี่ย เขากลับนำกองทัพ มาเฟล เหล่ากึ่งเทพที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศ มีหอกทองคำเป็นอาวุธ ซึ่งเป็นกองกำลังย่อยๆของตนเข้าต่อสู้กับเวนยา การต่อสู้ครั้งนี้มิเพียงสร้างความเสียหายให้แก่เหล่ากองทัพแห่งเทพ แต่มันส่งผลกระทบไปถึงเหล่าประชาราษฎร์ ผู้คนที่อยู่ในละแวกนั้นล้มตายลงอย่างมากมาย อีกทั้งการที่เวนยาทิ้งหน้าที่มา มหาพฤกษาเอลเดจึงไม่ได้รับการดูแลและเริ่มเหี่ยวเฉา โลกไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเกิดขึ้นทดแทนเหล่าผู้ล้มตาย จนทำให้หลายดินแดนกลายเป็นเมืองร้าง

       สงครามชิงนางครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงถึงสรวงสวรรค์ร้อนถึงมหาเทพทาอาร์ซึ่งต้องลงมายุติศึกนี้ด้วยตนเอง และเมื่อได้พบสภาพแผ่นดินที่นองไปด้วยเลือด ระงมไปด้วยเสียงร่ำไห้ มหาเทพก็บันดาลโทสะ สั่งลงโทษเทพทั้งสองที่กำลังต่อสู้ขับเคี่ยวกันอยู่ทันที โดยปลด ออทต้า ที่ไม่ใช้เหตุผลและมีความลำเอียง เห็นแก่เมืองที่บูชาตนไปเป็นเทพชั้นสามัญ และสั่งจองจำเวนยาที่มีโทษละทิ้งหน้าที่ เอาพลังอำนาจข่มเหงผู้อ่อนแอกว่า และละเมิดกฎสวรรค์ โดยให้นำตัวไปยังมหาสมุทรอิลเรน และเมื่อครบ 7 วันก็จะถูกน้ำวนดูดลงสู่ก้นมหาสมุทรจนขาดอากาศหายใจตาย วนเวียนอยู่เช่นนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์ ด้วยความโกรธแค้น เวนยาจึงได้ร่ายคำสาปไว้ก่อนจะถูกนำไปจองจำ โดยไม่มีเทพองค์ใดทราบถึงผลแห่งคำสาปนี้ นั่นก็คือ“วันใดที่ข้าตาย ขอให้ระดับน้ำในมหาสมุทรทุกหนทุกแห่ง จงเพิ่มขึ้นเท่ากับความสูงของต้นมาเบเลีย (ราวๆ 10 เมตร) และมหาพฤกษาจงให้กำเนิดแต่สิ่งมีชีวิตที่จะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่ำต้อย ให้สาสมแก่การหลอกลวงต่อข้า” สงครามที่เกิดจากสตรีเพียงผู้เดียวก็เป็นอันสิ้นสุดลง พร้อมการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของต้นเหตุแห่งสงคราม วาเนสเซ่ นางหายสาบสูญไปหลังจากที่เรื่องราวทั้งหมดจบลง ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร นางเหลือทิ้งไว้เพียงเสียงเล่าขานถึงความงาม และความหลายใจของนางที่ถูกตราหน้าว่าเป็นชนวนของสงครามระหว่างเทพและมนุษย์

       ทางด้านของเอเรียท หลังจากที่การศึกสงบลงก็มิได้ใส่ใจที่จะซ่อมแซมบ้านเมือง กลับละทิ้งหน้าที่ออกตามหาวาเนสเซ่ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแต่ก็ไร้ผล เอเรียทจึงกลับมาที่วังเบริออนอีกครั้ง แต่สภาพที่พบนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าตอนที่จากไป ผู้คนล้มตาย เกิดโรคระบาดแพร่ไปทั่ว และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นสูงจนผู้คนที่อยู่รอบนอกกำแพงเมืองไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ กษัตริย์หนุ่มถึงกับล้มป่วย และไม่ออกว่าราชการ ผู้คนต่างอพยพหนีตายไปจากเบริออนจนเหลือแต่เมืองร้าง ว่ากันว่าครั้งสุดท้ายที่คนในวังเห็นเจ้าแห่งเบริออนก็คือ บนบัลลังก์ทอง...สิ้นพระชนม์ เหตุการณ์เลวร้ายยังคงดำเนินต่อไป ระดับน้ำเพิ่มขึ้นทุกๆ 7 วัน ผู้คนต่างอพยพขึ้นไปอยู่บนที่สูง เพียงอาทิตย์แรก ป้อมปราการบรารอสที่ตั้งเรียงรายอยู่แถบชายทะเลก็ถูกกลืนหายไป ถัดจากนั้นอีกเพียง 1 อาทิตย์ เมืองอีก 4 แห่งก็เหลือแต่เพียงชื่อ และที่ลดลงตามดินแดนต่างๆก็คือ จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่นั่นเอง มหาเทพทาอาร์ซึ่งประทับอยู่ในวิหารของตนมิได้เฉลียวใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเทพบุตรโอรอนผู้มีหน้าที่รับฟังทุกข์จากมนุษย์ได้เข้ามาแจ้งถึงความวิบัติ ณ โลกเบื้องล่าง เสียงโอดครวญ ร่ำร้องอ้อนวอน และเสียงร่ำไห้ เป็นผลให้ทาอาร์ต้องลงมาตรวจสอบด้วยตนเอง และได้พบกับโลกที่เต็มไปด้วยผืนน้ำ และเหลือแผ่นดินอีกเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงอยู่ เทพโอรอนยังบอกอีกว่า อีกเพียงวันเดียวเท่านั้นก็จะไม่มีแผ่นดินเหลืออีกต่อไป ในขณะนี้ มนุษย์เดินดินที่เหลือรอดอยู่ต่างทิ้งแล้วซึ่งศรัทธาต่อองค์เทพเจ้า เหลือไว้แต่เพียงความโกรธแค้น เพราะต่างก็นึกว่าเหตุการณ์เลวร้ายที่อุบัติขึ้นนั้นต่างมีสาเหตุมาจากการรบกันของเทพเวนยา และมนุษย์ โดยที่เทพองค์อื่นๆมิได้ใส่ใจปล่อยให้เกิดภัยพิบัติขึ้นจนกระทั่งต้องหนีมานั่งรอความตาย ณ แผ่นดินที่เคยอาศัยอยู่อย่างสุขสบายผืนนี้

       มหาเทพทาอาร์เกรงว่าน้ำอาจจะท่วมขึ้นมาถึงชั้นสวรรค์ จึงใช้พลังอำนาจของตนเพื่อทำให้ปริมาณน้ำในมหาสมุทรหยุดเพิ่ม แต่ทว่าพลังอำนาจของทาอาร์ในตอนนี้มิสามารถจะคลายคำสาปได้ ด้วยเหตุว่าทาอาร์ได้แบ่งพลังส่วนหนึ่งสร้างกองทัพเทพเพื่อทดแทนกองทัพมาเฟลที่สูญเสียไป จนทำให้พลังอำนาจที่มีอยู่เหลือเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ระดับน้ำจึงยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่ระยะเวลาครบรอบการเพิ่มนั้นยืดออกไปได้อีก 3 วัน ในขณะเดียวกันนั้นทาอาร์ได้มองเห็นสิ่งชั่วร้ายที่วนเวียนอยู่ตามท้องทะเล เหล่าอสูรร้ายที่ยึดเอาผืนน้ำเป็นแหล่งอาศัย และคอยสังหารผู้ที่หลงอยู่ในมหาสมุทร ตามปกติแล้วอสูรร้ายเหล่านี้ได้มีอยู่มานานแล้ว แต่มิได้มีจำนวนมาก และดุร้ายเท่านี้ ทาอาร์เกิดความสงสัยเป็นอันมากจึงเร่งรุดไปยังสวนสวรรค์เมเนล ที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาพฤกษาเอลเด ต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต ณ โลกเบื้องล่าง เพื่อตรวจหาสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของอสูรเหล่านั้น ทันทีที่มหาเทพทาอาร์มาถึงสวนสวรรค์ก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบกับสภาพอันทรุดโทรมขาดการดูแล ความสวยงามที่เคยมีถูกทิ้งเป็นอดีต ถึงแม้มหาพฤกษาเอลเดยังคงอยู่ แต่ก็คล้ายจะยืนต้นตายอย่างโดดเดี่ยวอยู่กลางสระจักรวาลที่เหม็นคลุ้ง ผลจากต้นที่ร่วงหล่นลงสู่สระจักรวาลแต่ละผล แม้จะเป็นผลดีที่ไร้รอยกัดกินก็ยังบังเกิดกลายเป็นอสูรร้ายที่มีพละกำลังมหาศาล มหาเทพทาอาร์จึงเร่งให้เหล่าเทพที่ติดตามมาช่วยกันฟื้นฟูสวนสวรรค์เมเนลในทันที เทพทั้งหลายเมื่อรับบัญชาแล้วก็ใช้พลังของตนเข้าซ่อมแซม และฟื้นสภาพสวนสวรรค์เมเนลอย่างเต็มความสามารถ เพียงไม่นานสภาพของสวนสวรรค์ก็กลับมาสวยงามเหมือนครั้งก่อน แต่ถึงกระนั้น ผลของมหาพฤกษาที่ร่วงลงสู่สระจักรวาลก็ยังคงให้กำเนิดแต่อสูรที่คอยดักคร่าชีวิตมนุษย์ ทาอาร์ได้หยุดคิดเพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากสิ่งใด จนในที่สุดทาอาร์ก็ตระหนักได้ว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากเทพที่ละทิ้งหน้าที่ลงไปปะปนกับเหล่ามนุษย์ และความเคียดแค้นของเทพด้วยกันเอง คำสาปที่แรงกล้าที่ฝังอยู่ในผลมหาพฤกษานั้นมีเหตุมาจาก 2 สิ่งนั้นเอง ทวยเทพที่ติดตามมาต่างได้แต่ยืนมองมหาเทพที่สงบนิ่งอยู่หน้าต้นไม้แห่งชีวิตโดยไม่มีองค์ใดเอ่ยคำพูดใดๆออกมา เพราะต่างก็ทราบว่าทาอาร์เองไม่มีพลังพอที่จะสลายคำสาปนั้นได้ ถึงแม้จะรวมเอาพลังของทุกๆองค์เพื่อทำลายคำสาป กระนั้นมันก็ยังไม่เพียงพอ....

       “ด้วยเราปกครองไม่ดี จึงทำให้เกิดเภทภัยต่อมนุษย์และวงศ์เทพ นับว่าเป็นความผิดของเราโดยแท้ มหาพฤกษาให้กำเนิดแต่สัตว์ร้ายจนมนุษย์เดินดินพากันหวาดหวั่น เวนยาเอ๋ย...เจ้าทำให้เหล่าเทพลำบากนัก พลังของข้ามิสามารถทำลายคำสาปที่ชั่วร้ายได้ แต่ด้วยพลังทั้งหมดที่ข้าเหลืออยู่...มหาพฤกษาเอย จงคลายคำสาปลงเสียกึ่งหนึ่งเถิด ผลของเจ้าหากเน่าจงกลายเป็นอสูรกายดุร้าย เหลือผลดีไว้ให้กลายเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์...” จากพลังในส่วนสุดท้ายมหาพฤกษาจึงให้กำเนิดทั้งมนุษย์ และสัตว์ร้าย จากนั้นทาอาร์จึงหันกลับไปหาเหล่าเทพที่ยืนคอยอยู่พร้อมทั้งประกาศว่า “จากนี้ พวกเรา...เหล่าเทพจะลงไปเยือนโลกมนุษย์เป็นครั้งสุดท้าย พรใดที่มีเหลืออยู่จงประทานให้แก่มนุษย์ที่เหลือรอด ให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ โดยมีความสามารถทางด้านการเดินเรือ อาศัยอยู่กับน้ำ และทะเลได้อย่างไม่ลำบาก” เทพทั้งหลายรับบัญชาแล้วจึงลงไปยังโลกมนุษย์เพื่อทำตามคำสั่ง เหลือเพียงเทพร่างกายอ้วนท้วนนามฟูดอลที่มิได้ลงไปกับเทพองค์อื่นๆด้วย ทาอาร์หันมาเห็นเข้าจึงถามไปว่า “ไยท่านไม่ลงไปกับเทพองค์อื่นๆเล่า” เทพฟูดอลถอนหายใจก่อนจะชี้ลงไปในสระจักรวาล

       “ถึงท่านจะประทานพรให้แก่มนุษย์เหล่านั้น แต่ปริมาณมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นในอีก 2 วันจะกลืนกินเอาพื้นดินไปเสียสิ้น จนมนุษย์ไร้ที่อยู่อาศัยเพราะมิอาจสร้างเรือ หรือที่พักอาศัยลอยน้ำได้ทัน แลอีกไม่นานนักสวรรค์ของเราก็จะถูกท่วมท้นด้วยวารี จนเราต้องมีชะตากรรมเช่นเดียวกับมนุษย์เหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ข้าฯจึงขอประทานอนุญาต ตัวข้าฯฟูดอลจักลงไปอยู่ใต้ก้นสมุทรคอยดื่มน้ำที่เพิ่มขึ้นมา เพื่อคงระดับของน้ำในมหาสมุทร” ทาอาร์ได้ฟังก็ยินดี และนับถือในความเสียสละของฟูดอลเป็นอย่างยิ่ง แต่ก่อนที่เทพฟูดอลจะจากไปเขาได้เสนอให้ออทต้า ซึ่งตอนนี้เป็นเทพสามัญขึ้นมาดูแลสวนแห่งนี้แทนเวนยาที่ต้องถูกจองจำไปชั่วกาลนาน ทาอาร์เห็นว่าไม่มีทางอื่นจึงเรียกออทต้าขึ้นมาพบ และมอบหมายงานดูแลสวนสวรรค์เมเนลให้แก่ออทต้า หลังจากนั้นน้ำในมหาสมุทรก็หยุดเพิ่ม การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของมนุษย์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การดำรงชีวิตอยู่ของคนเปลี่ยนไป ผืนดินที่เคยเป็นบ้านกลายเป็นเพียงที่พักอาศัยชั่วคราว แต่น่านน้ำ เรือ และเสากระโดง กลับเป็นที่พักอาศัยหลัก ถึงกระนั้นความอุดมสมบูรณ์ที่เหลืออยู่ก็มิเพียงพอต่อความต้องการ และด้วยความเชื่อและเรื่องเล่าขานที่มิอาจยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องที่กุขึ้น หรือเป็นเรื่องจริง ทำให้มนุษย์ต่างออกเดินทาง ค้นหา และแย่งชิงสิ่งที่เรียกว่า “ดินแดนโอฟอล” ที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์หาใดเปรียบ แต่นั่นหมายถึง การข้ามเส้นแบ่งแห่งความตาย และอสูรกายในมหาสมุทรที่มิได้หยุดเพิ่มตามระดับน้ำ เมื่อเหตุการณ์สงบลงทาอาร์จึงสั่งปิดแดนสวรรค์ มิให้มนุษย์ และเทพได้พบปะกันอีก คงเหลือไว้ซึ่งพรอันวิเศษที่เทพสามารถประทานให้แก่เหล่ามนุษย์ที่นับถือตน ความสัมพันธ์ของเทพและมนุษย์จึงเหลือแต่เพียงความศรัทธาเท่านั้น นั่น...จึงเป็นเหตุให้การเดินทางเริ่มต้นขึ้น

นั่น...เป็นเหตุให้การแย่งชิง ปล้นสะดมเพื่อความอยู่รอดเพิ่มขึ้น

และนั่น...เป็นเหตุให้มนุษย์มีเป้าหมายเป็นหนึ่งเดียว.....

อ่านต่อ >>>>




Oceanica Online Powered by Dremagiz.Com
Copyright 2004-2009 Dremagiz.Com All rights reserved